Blog

  • การฝึกสติให้รู้เท่าทันตัวเอง

    เคยถามตัวเองมั๊ยครับว่าทำไมการฝึกสติต้องนั่งนิ่งๆ? มีหลายคนถูกสอนว่าให้เป็นแบบนั้น แต่จริงๆแล้วการฝึกสตินั้นคือการอยู่กับปัจจจุบัน อยู่กับตัวเอง นั่นคือ การทำให้เรารู้เท่าทันความคิดตัวเอง อย่างที่ผมเคยพูดไปก่อนหน้าว่าความคิดของเรามันเร็วมาก เร็วระดับความเร็วแสงเลยทีเดียว เราสามารถว่อกแว่ก คิดนู่นนี่นั่นได้ตลอดและได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราต้องฝึกสติให้รู้เท่าทันตัวเอง

    เอาเข้าจริงๆการฝึกสติคือการอยู่กับตัวเอง อยู่กับธรรมชาติ คนเราต้องมีสติอยู่ตลอดเวลานั่นเท่ากับว่าการฝึกสติไม่จำเป็นต้องนั่งนิ่งๆ แต่ให้รับรู้และเฝ้าดูทุกอิริยาบทของเรา ไม่ว่าจะเดิน นั่ง นอน หรือทำกิจกรรมใดๆในชีวิตประจำวัน พูดมันง่ายนะครับ แต่มันต้องฝึก ฝึกอย่างต่อเนื่อง

  • สติกับการใช้ชีวิต

    เคยสงสัยกันมั๊ยว่าทำไมชีวิตเรามันเหนื่อยกันนักทั้งการทำงาน การใช้ชีวิต ทำไมทุกๆอย่างมันไม่เคยเป็นไปตามที่เราหวัง ทำไมเราไม่ประสบความสำเร็จ หรือหาเงินง่ายๆเหมือนกับที่คนอื่นเค้าทำกันทั้งๆที่เราพยายามทุกวิถีทาง? ทำไมเราไม่มีความสุขในเช้าของทุกๆวัน? ทุกอย่างมันเหมือนจะยากและมีอุปสรรคแบบไม่สิ้นสุด เคยตั้งคำถามกันมั๊ยครับว่ามันเป็นเพราะอะไร? คำถามที่ตั้งขึ้นจากความสงสัยและความไม่รู้ แล้วคำตอบมันคืออะไร ใครจะเป็นคนตอบคำถามให้เรา?

    ถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์นี้ มันก็ไม่ได้แปลกอะไร เพราะผมและอีกหลายๆคนก็เป็นหนึ่งในพวกคุณ ชีวิตผมอยู่ใน loop ของความกังวล ความกลัว และความสงสัยต่างๆนานา จนผมเริ่มรู้สึกว่าผมคงต้องดิ่งไปกว่านี้แน่ๆถ้าผมไม่ทำอะไร และคงใช้ชีวิตแบบเดิมๆ แบบที่วุนวายและมามีความสุขอย่างที่มันควรจะเป็น จนวันนี้เป็นวันที่ผมตัดสินใจว่าต้อง detox ความคิดผมซักครั้ง ผมหยุดงาน หยุดทุกสิ่งที่ยุ่งเหยิง และเริ่มที่จะอยู่กับตัวเอง อยู่กับปัจจุบัน ใช่ครับผมกำลังไปปฏิบัติธรรม

    อย่าเพิ่งสงสัยครับว่ามันช่วยได้จริงหรอ บางครั้งคนเราเลือกที่จะตั้งคำถาม มีข้อโต้แย้งเพื่อที่จะอยู่ใน comfort zone ของตัวเอง แต่ลองคิดกลับนะครับว่าถ้า comfort zone มันดีจริงแล้วทำไมเราไม่มีความสุขกับชีวิต? ต้องลองครับให้รู้ไปเลยว่ามันจะช่วยได้มั๊ย

    การปฎิบัติธรรมคือการอยู่กับสติ อยู่กับปัจจุบัน นั่งนิ่งๆ (คงอารมณ์เหมือนวัยรุ่นที่ชอบพูดว่าไปนั่งโง่ๆที่ริมทะเล) วันแรกๆที่ผมลองฝึกบอกเลยว่ายากครับ ยากยังไง? การนั่งนิ่งๆ การไม่คิดอะไรฟังดูเหมือนง่ายนะครับ แต่เอาเข้าจริงๆมันไม่ง่ายเลย ผมเริ่มตระหนักว่าความคิดเรานี่มันน่ากลัวจริงๆ มันสามารถว่อกแว่กคิดนู่นคิดนี่ได้เร็วมาก เร็วระดับเสี้ยววินาทีเลยทีเดียว นี่สินะที่เค้าเรียกว่า “ฟุ้งซ่าน” แล้ววันนึงเราฟุ้งซ่านกันมากขนาดไหน? นอกจากต้องสู้กับความคิดตัวเองแล้ว ยังต้องสู้กับร่างกายตัวเองที่มีความปวดเมื่อย แมลงต่างๆที่มาไต่ตอม เค้าถึงว่าการทำดีมันไม่ง่ายเลย แล้วผมจะฝึกต่อได้มั๊ย แล้วผลลัพธ์จะเป็นยังไง ผมจะมาอัพเดทให้ฟังในตอนหน้านะครับ